เงินบาทเปิด 32.90 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่า รับดอลลาร์อ่อน จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ
เงินบาทเปิดที่ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากวันก่อนหน้า รับแรงหนุนดอลลาร์อ่อน ขณะที่ตลาดรอจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.87-32.95 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงทวีความร้อนแรงขึ้น
จนหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ Brent เข้าใกล้โซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งสร้างแรงกดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่โดยรวมเงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์
ซึ่งได้อานิสงส์จากการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่ของตลาดการเงินเอเชีย (ตามเวลาประเทศไทย) หลังรัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ Scott Bessent ได้กล่าว “I am the house now” เพื่อส่งสัญญาณต่อผู้เล่นในตลาดว่า ไม่ควรท้าทายความพยายามในการช่วยให้เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นระหว่างทางการสหรัฐฯ กับทางการญี่ปุ่น ส่งผลให้ล่าสุด เงินเยนญี่ปุ่นได้แข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซน 153 เยนต่อดอลลาร์ จากระดับราว 154.50 เยนต่อดอลลาร์ ในช่วงก่อนรับรู้ถ้อยแถลงดังกล่าว
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อภาพการ Unwind JPY-Carry Trade ซึ่งอาจสร้างแรงขายต่อบรรดาสินทรัพย์เสี่ยง อย่างหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง -1.18% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาด -0.58% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.32%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวแถวโซน 4.79% หลังผู้เล่นในตลาดต่างคงรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed ขณะเดียวกัน ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินได้ช่วยลดทอนแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จากความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ หลังราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้นตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงทวีความร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานและกดดันบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 98.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.7-99.0 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าเงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่าลง ทว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) กลับปรับตัวลดลงต่อเนื่องเกิน -1% สู่โซน 4,390 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจหนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง
ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.00 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.89 บาท/ดอลลาร์แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.93 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก ท่ามกลางการซื้อขายที่เป็นไปอย่างระมัดระวังก่อนที่ทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้ ขณะที่เงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยได้แรงหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า โดยค่าเงินเยนพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 เดือน โดยคาดว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยคาดการณ์ว่า BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 17-18 ก.ย.นี้
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 60% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย.นี้ นอกจากนี้นักวิเคราะห์จาก UBS คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งก่อนสิ้นปี 2569 โดยจะปรับขึ้นครั้งละ 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. และธ.ค. หลังจากเควิน วอร์ช ประธานเฟด แสดงท่าทีสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ประกอบกับข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาด
จับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และการรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ในวันพฤหัสบดี และดัชนีผู้บริโภค (CPI) ) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นในวันศุกร์
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.70 - 33.00 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.70/ขาย 33.00
- EUR/THB 38.20 - 38.60 แนะนำ ซื้อที่ 38.20/ขาย 38.60
- JPY/THB 0.2120 - 0.2160 แนะนำ ซื้อที่ 0.2120/ ขาย 0.2160
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB